Page.5

posted on 09 Nov 2008 22:34 by release

สุขนิยม ?
คืออะไร ?

 

“ความอุดมสมบูรณ์มิได้ประกอบสร้างจากทรัพย์สมบัติที่เรามี หากเกิดจากสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข”
เอพิคิวรัส (341-270 ปีก่อนคริสตกาล)



เคยไหม...เวลาที่คุณทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์อาทิตย์ ติดต่อกันเป็นเดือน ๆ คุณจะสงสัยว่า เงินเดือนและโบนัสงาม ๆ ที่บริษัทจ่ายให้นั้น คุ้มกันหรือเปล่ากับการสูญเสียเวลาส่วนตัว และการสะสมความเสี่ยงที่จะเป็น “โรคคนรวย” ยามชรา ซึ่งต้องใช้ยาราคาแพงและค่ารักษาสูงลิบลิ่ว ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน ฯลฯ

ถ้าในอนาคตคุณจะต้องหมดเงินจำนวนมากที่ทนทำงานหนักเพื่อมัน ไปกับการรักษาโรคที่เกิดจากการทำงานหาเงินนั้นเอง ก็น่าจะตั้งคำถามตั้งแต่ตอนนี้ว่า ไปหางานใหม่ที่ได้เงินน้อยกว่าเดิม แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับโรคที่ตามมากับงานและการใช้เงินรักษาโรคเหล่านั้น ทำให้โดยรวมแล้วคุณมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเวลาพักผ่อนมากกว่าเดิม สุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ จะไม่ดีกว่าหรือ ?

สมาชิกชนชั้นกลางหลายคนคงตั้งคำถามนี้กับตัวเองหลายครั้ง แต่ก็ตัดใจลาออกไปหางานใหม่ที่หนักน้อยกว่าเดิมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะยึดติดกับเงินเดือนสูง ๆ แต่เป็นเพราะไม่แน่ใจว่า ความสัมพันธ์และจุดสมดุลระหว่าง “ความสุข” กับ “เงิน” นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ เช่นเราจะรู้ได้อย่างไรว่างานใหม่จะทำให้เรามีความสุขกว่าเดิม ?

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเข้าข่าย “ไม่ลองก็ไม่รู้” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีทางชั่งน้ำหนักและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างเงินกับความสุข อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบระเบียบได้

เอพิคิวรัส (Epicurus) นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ คิดและเขียนเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้งเมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในฐานะบิดาแห่งแนวคิด “สุขนิยม” คนแรก ๆ ของโลก แต่น่าเสียดายที่ปรัชญาของเขาถูกตัดทอนจนเหลือเพียงมิติที่ฉาบฉวยในปัจจุบัน มิหนำซ้ำคนจำนวนน้อยที่รู้จักชื่อเขาก็มักจะเข้าใจผิดว่า เอพิคิวรัสสนับสนุนเฉพาะความสุขราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรู ๆ ที่พักตากอากาศแพง ๆ ฯลฯ ชนิดที่คนไม่รวยจริงคงไม่มีโอกาสได้สัมผัส

ความเข้าใจผิดข้อนี้เข้าใจได้ เพราะคนปัจจุบันคุ้นเคยกับเอพิคิวรัสที่สุดในฐานะต้นตอของคำว่า “Epicurean” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยส่วนใหญ่แปลคำนี้ในแง่คำนามว่า “คนเจ้าสำราญ, คนชอบสนุก, คนฟุ้งเฟ้อ, ผู้มีรสนิยมสูง” และในแง่คำคุณศัพท์ว่า “ซึ่งรู้จักเสพสุขกับชีวิต” หรือ “ซึ่งอุทิศให้กับความหรูหราและพิถีพิถัน โดยเฉพาะการกิน”

ชื่อของเอพิคิวรัสจึงกลายเป็นคำขยายความ “วิถีชีวิตมีระดับ” ในปัจจุบันที่ต้องใช้เงินซื้อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารในภัตตาคารหรู นิตยสารสำหรับคนรวยรสนิยมสูง และแม้กระทั่งชื่อตู้เสบียงของขบวนรถไฟสายหนึ่งในอเมริกา ที่เสิร์ฟอาหารหรูจากห้องครัวสมัยใหม่ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันไม่ แพ้ร้านอาหารในโรงแรมห้าดาว ตลอดการเดินทาง

แต่ถ้าใครลองศึกษาปรัชญาของเขาจริง ๆ อาจแปลกใจและดีใจที่พบว่า เอพิคิวรัสเชื่อมั่นในความสุขที่ยั่งยืนกว่านั้น เป็นความสุขชนิดที่สามัญชนไม่ต้องมีเงินมากก็สามารถเข้าถึงได้

ถึงแม้เอพิคิวรัสจะเห็นด้วยกับนักสุขนิยมคนอื่น ๆ ว่า “ความสุข” ของมนุษย์ประกอบด้วย “ความสำราญ” (pleasure) และการแสวงหาความสำราญคือ “ประโยชน์และจุดมุ่งหมายสูงสุด” ของความเป็นมนุษย์ แต่เขาก็แนะนำว่า เราควรแสวงหาความสุขหรือความสำราญชนิดที่ยั่งยืนจริง ๆ ไม่ใช่ชนิดที่ทำให้เราเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น

เอพิคิวรัสจึงไม่เห็นด้วยกับวิถีชีวิตหรูหราที่ชื่อของเขากลายมาเป็นคำ อธิบาย ตรงกันข้าม เขาบอกว่าพฤติกรรมเสพสุขแบบสุดขั้วที่ไร้ขีดจำกัดนั้น มิใช่แนวทางที่ดีที่สุดในการบรรลุซึ่งความสุขที่แท้จริง เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เรารู้สึกสุขอย่างยั่งยืนหลังจากที่การเสพสุขนั้นจบไป แล้ว บ่อยครั้งยังนำความทุกข์มาให้แทนที่ ดังที่เอพิคิวรัสกล่าวไว้ว่า

“ไม่มีความสุขใด ๆ ที่เป็นผลเสียในตัวมันเอง แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขบางอย่างนั้น ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นผลเสียร้ายแรงกว่าความสุขนั้นหลายเท่า”

มีตัวอย่างมากมายของความสุขชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืนและทำให้เกิดทุกข์ เช่น เกิดอาการคลื่นเหียนถ้ากินอาหารเข้าไปมาก ๆ หรือความเบื่อหน่ายในเซ็กซ์หรือคู่นอนถ้ามีเซ็กซ์บ่อยจนเกินไป

เอพิคิวรัสไม่ใช่นักปรัชญาที่คิดค้นทฤษฎีโดยปราศจากการทดลอง เหตุผลที่เขากล้าประกาศปรัชญาเกี่ยวกับความสุขก็เพราะตัวเองลองมาหมดแล้ว ความโด่งดังของเอพิคิวรัสในสมัยนั้นทำให้เขาสามารถก่อตั้งโรงเรียนเกี่ยวกับ ความสุขในกรุงเอเธนส์ ด้วยเงินที่เขาขอเรี่ยไรจากเศรษฐีผู้มีจิตศรัทธา โรงเรียนนี้กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของชาวกรีกที่ชอบกินเหล้าเมายา ปาร์ตี้ และมั่วเซ็กซ์วิตถารแบบไร้ขีดจำกัด ถึงขนาดเป็นที่ฮือฮาในสังคมกรีกโบราณซึ่งมองว่าการมั่วเซ็กซ์ (รวมทั้งรักร่วมเพศระหว่างชายต่างวัย หรือที่เรียกว่า pederasty) เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของคนมีเงิน

หลังจากที่ทดลองเสพและสังเกตผลของกิเลสชนิดต่าง ๆ ในโรงเรียนด้วยตัวเอง (ลือกันว่าเอพิคิวรัสต้องอาเจียนวันละ ๒ รอบ เพราะเขากินอาหารเยอะเกินไป) เอพิคิวรัสก็ได้ข้อสรุปว่า

“ในบรรดาความต้องการทั้งหมดของเรา บางอย่างคือความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น บางอย่างคือความต้องการตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็น ส่วนที่เหลือนั้นคือความต้องการที่ทั้งไม่เป็นธรรมชาติและไม่จำเป็น เป็นเพียงผลจากความคิดที่ไร้เหตุผลใด ๆ รองรับ”

เอพิคิวรัสบอกว่า “ความสุข” ที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการมี “ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น” (natural and necessary) พร้อมมูล ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยสี่ มิตรสหาย เสรีภาพ และความคิดอ่าน (wisdom) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ความต้องการทางใจ” ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ต่างจาก “ความต้องการตามธรรมชาติที่ไม่จำเป็น” (natural but unnecessary) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ความต้องการทางวัตถุ” เช่น บ้านหลังใหญ่ คนรับใช้ งานเลี้ยงหรูหรา ฯลฯ ส่วน “ความต้องการที่ทั้งไม่เป็นธรรมชาติและไม่จำเป็น” (unnatural and unnecessary) ในกระบวนทัศน์ของเอพิคิวรัสนั้น ส่วนใหญ่เป็นกิเลสที่เป็นนามธรรม อาทิเช่น ชื่อเสียง อำนาจ ฯลฯ

ดังนั้นเราจึงอาจสรุปปรัชญาความสุขของเอพิคิวรัสได้ว่า “การใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ” (moderate life) ท่ามกลางเหล่ามิตรสหายที่เสวนากันด้วยปัญญาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น ที่จะนำไปสู่ความสุขอันยั่งยืนตลอดอายุขัยอันแสนสั้นของมนุษย์

หากเราจะพล็อตความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุข สำหรับคนที่มี “ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น” ครบถ้วน ออกมาเป็นกราฟ เราน่าจะได้กราฟรูปร่างแบบนี้





เอพิคิวรัสยืนยันว่า สำหรับคนที่หาเงินได้แล้วถึงระดับหนึ่ง และมีปัจจัยสี่ มิตรสหาย เสรีภาพ และความคิดอ่านพร้อมมูลแล้ว ไม่ว่าเขาจะจ่ายเงินมากกว่าเดิมเท่าไร ก็ไม่มีทางมีความสุขสูงกว่านั้น (ที่ตัวเลข “3” ในกราฟ) ได้อีก

พูดอีกนัยหนึ่งคือ สามัญชนที่มีปัจจัยแห่งความสุขอย่างยั่งยืนครบถ้วน ก็สามารถมีความสุขเท่ากับคนรวยล้นฟ้าได้ และความสุขนั้นก็เป็นความสุขที่ยั่งยืน เพราะเป็นความสุข “ตามธรรมชาติที่จำเป็น” ต่อการดำรงอยู่ของคนคนนั้นจริง ๆ

แต่สำหรับคนที่ไม่มีเพื่อน เสรีภาพ หรือความคิดอ่าน ไม่ว่าจะมีเงินมากขนาดไหนก็ไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ เราอาจพล็อตความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขสำหรับคนแบบนี้ได้ดังต่อไปนี้





เอพิคิวรัสบอกว่า เพื่อนแท้เป็น “ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น” เพราะความรักของเพื่อนเป็นเครื่องตอกย้ำความมีตัวตนของเรา เพื่อนแท้ย่อมไม่เคยเรียกร้องให้เราพิสูจน์ความเก่งหรือคุณธรรมใด ๆ แต่มีความหวังดีและยอมรับตัวตนของเราเสมอ ไม่ว่าภาพลักษณ์ภายนอกและฐานะของเราจะน่าเกลียดหรือต่ำต้อยเพียงใด และไม่ว่าอุปนิสัยและความคิดอ่านของเราจะขัดต่อธรรมเนียมหรือมารยาทสังคม ขนาดไหนก็ตาม

ถึงตอนนี้คุณคงสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ต้องการทำแต่ละอย่างนั้น เป็น “ความต้องการตามธรรมชาติที่จำเป็น” หรือไม่ เพราะคนเราแต่ละคนน่าจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน ?

ความที่เอพิคิวรัสเป็นนักปรัชญาผู้ใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบ เขาเสนอให้เราทำ “การทดลองทางความคิด” ง่าย ๆ 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (ตัวอย่างในวงเล็บ)

1. คิดถึง “เป้าหมาย” ข้อหนึ่งที่เชื่อว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุข (ฉันต้องทำงานที่ฉันชอบและได้เงินเดือนสูงกว่า 60,000 บาท จึงจะมีความสุข)

2. ลองสมมุติว่าเราคิดผิด หาข้อยกเว้นที่ทำให้เป้าหมายกับความสุขนั้นไม่เชื่อมโยงกันจริง ๆ เป็นไปได้ไหมที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้นแต่ไม่มีความสุข หรือมีความสุขโดยไม่บรรลุเป้าหมายนั้น (เป็นไปได้ไหมที่ฉันจะทำงานที่ฉันชอบ ได้เงินเดือนสูงกว่า 60,000 บาท แต่ไม่มีความสุข ฉันจะมีความสุขได้ไหม ถ้าได้งานที่ฉันชอบแต่เงินเดือนต่ำกว่า 60,000 บาท)

3. ถ้าเราพบข้อยกเว้นดังกล่าว ก็แปลว่าเป้าหมายของเราไม่ใช่ “ความต้องการที่จำเป็น” (ฉันอาจได้งานเงินเดือนสูงที่ฉันชอบ แต่ไม่มีความสุขถ้ามีเจ้านายที่มองไม่เห็นคุณค่าของฉัน แม้ฉันอาจได้งานที่เงินเดือนน้อยกว่า แต่มีความสุขกับงานที่ฉันชอบ เพราะมีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน)

4. ขยายความเป้าหมายดั้งเดิมให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อสะท้อนข้อยกเว้นที่ค้นพบ (ถึงแม้จะได้เงินเดือนน้อยกว่า 60,000 บาท ฉันก็สามารถมีความสุขกับงานที่ฉันชอบ ตราบใดที่มีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน)

5. เมื่อมาถึงขั้นนี้ ความต้องการที่แท้จริงของเราอาจไม่เหลือเค้าของความต้องการดั้งเดิมอันสับสน (ความสุขของฉันขึ้นอยู่กับการมีเจ้านายที่มองเห็นคุณค่าของฉัน มากกว่าระดับเงินเดือน)


สุขนิยมฉบับขนานแท้และดั้งเดิมของเอพิคิวรัส เป็นผลผลิตจากการวิเคราะห์ผลกระทบของความสำราญชนิดต่าง ๆ ที่มีต่อสุขภาพกายและใจของเราในระยะยาว ไม่ใช่ความสุขชั่วครู่ยาม ดังนั้นถ้ามองในแง่นี้จะพบว่า แนวคิดของเขามีส่วนคล้ายกับแนวคิดเรื่อง “ทางสายกลาง” ในพุทธศาสนาไม่น้อย

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่นักสุขนิยมยุคปัจจุบันยึดเอาความสุขแบบฉาบฉวยและมัก ง่ายเป็นสรณะ จนไม่รู้จักสุขนิยมที่แท้จริงของเอพิคิวรัส คน (ไม่) สำคัญที่ถูกสังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงตลอดมา

 

Credit : เวบสารคดี

 

 

p.s. วันศุกร์ที่ผ่านมา Iryu - Team Medical Dragon ที่ฉายทาง ThaiPBS ก็จบไปแล้ว
p.s. ติดใจมากจนบิทภาค 2 มาดูทันที
p.s. ทุกขณะที่ดูต้องบอกตัวเองเสมอว่า "หมอแบบนั้น" ก็มีแค่ในละครเท่านั้นแหละ
p.s. อย่าไปหวังว่า ในชีวิตจริงจะมี "หมอแบบนั้น" เด็ดขาด
p.s. คงไม่ผิด หากเจ้าของบลอคไม่มี "ศรัทธา" ให้กับอาชีพหมอ

Ring4U

posted on 04 Jul 2008 22:45 by release

วันนี้จะมาแนะนำบริการ Ring4U
ซึ่งเป็นบริการเสียงเพลงรอสายสำหรับเครือข่าย DTAC และ Happy
(เพราะฉะนั้นเนื้อหาใน entry นี้จึงเหมาะสมสำหรับคนที่ใช้ซิม DTAC หรือ Happy
ส่วนคนที่ใช้ซิมนอกเหนือจากนี้กรุณาข้าม entry นี้ไป จะได้ไม่ต้องเสียอารมณ์
)


อธิบายซักนิดก่อนเข้าสู่เนื้อหา (เผื่อคนไม่เคยใช้บริการลักษณะนี้)
อย่างที่บอกข้างต้นไว้ว่า บริการ Ring4U เป็นบริการเสียงรอสายสำหรับคนใช้ซิม DTAC และ Happy
เป็นบริการเสริมอย่างนึงของเครือข่าย
เมื่อทำการสมัครบริการเสริมตัวนี้ จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 35 บาท (ไม่รวม vat)
นั่นหมายความว่า เพลงรอสายของเราจะมีกี่เพลงก็ตาม หรือจะเซทปิดเพลงรอสายทุกเพลงก็ตาม
ครบ 1 เดือน ระบบจะหักเงินเราทันที 35 บาท (ไม่รวม vat)
ถ้าเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากเสียเงิน ก็ให้ทำการยกเลิกบริการเสริมนี้ซะ ไม่งั้นก็จะเสียค่ารายเดือน ๆ ละ 35 บาท
(ไม่รวม vat) ไปเรื่อย ๆ

ส่วนขั้นตอนการซื้อเพลงเอามาไว้ในอัลบั้มส่วนตัวของเราจะกล่าวในเนื้อหาหลักข้างล่างนี่ล่ะกัน โปรดติดตาม




ขั้นตอนแรก ให้ไปที่ URL : http://vas.dtac.co.th/th/index.htm

ขั้นตอนต่อมา ที่แถบเมนูข้างบนของเวบ ให้เอาเม้าส์ไปวางที "บริการด้านบันเทิง" แล้วคลิกที่ "Ring4U"


เนื่องจากเจ้าของบลอคไม่ได้ใช้ IE มานานมากแล้ว
ขอบรรยายสิ่งที่ประสบพบเจอในเวอร์ชั่น FireFox ล่ะกัน

เมื่อคลิกที่ Ring4U
จะมีแทบใหม่โผล่ขึ้นมา "::: dtac music :::"
สำหรับผู้อ่านที่มีซิม DTAC หรือ Happy แต่ไม่เคยลงทะเบียนเพื่อใช้บริการออนไลน์ในเครือของ DTAC
และ Happy
ให้คลิกที่ "ลงทะเบียน" แล้วทำตามขั้นตอนง่าย ๆ เสร็จได้ภายใน 1 นาที

ส่วนผู้ที่เคยทำการลงทะเบียนแล้ว ก็ให้ทำการ Login โดย
ใส่เบอร์มือถือของตัวเรา 10 หลักติดกันเลย ไม่ต้องมีเครื่องหมาย "-" มาคั่นกลาง
ตามด้วยพาสเวิร์ดสำหรับ Login 4 หลัก แล้วคลิก "เข้าสู่ระบบ"

เมื่อทำการ Login สำเร็จ
ก็จะเข้าสู่ระบบ Ring4U เพื่อให้เราได้ปรับแต่งเสียงเพลงรอสายตามที่ใจเราต้องการ
โดยหน้าเวบเพจจะค้างไว้ที่หน้า "อัลบั้มเพลงโปรดส่วนตัว"

ประมาณครึ่งบนของเวบเพจนี้ จะเกี่ยวกับการซื้อเพลงที่ระบบมี มาใส่ในอัลบั้มส่วนตัวของเราเพื่อเป็นเสียงรอสาย

  • เพื่อนใจดีส่งเพลงให้คุณ เพื่อนส่งให้ (Ring4U Gift)
    เอาไว้รับเพลงที่เพื่อนเราส่งให้เรา ซึ่งเราสามารถส่งเพลงให้เพื่อนได้โดยเลือกเพลงจากในระบบ Ring4U
    แล้วเวลาเราจะซื้อเพลงนั้นเพลงนี้ จะมีให้เลือกว่า จะส่งให้ตัวเอง หรือจะส่งให้เพื่อน

  • Ring4U Auto Hitz : บริการใหม่จาก Ring4U
    หมวดนี้ไม่เคยใช้ แต่คิดว่า เอาไว้เลือกเพลงพวกทอปชาร์ตจากสถานีดัง ๆ
    (เพราะฉะนั้นตอบไม่ได้ว่า ถ้าเลือกแล้วจะเสียตังค์หรือว่าฟรี ?)

  • เพลงโดนใจของเดือน (Monthly Free Song)
    หมวดนี้เคยใช้บริการครั้งเดียว สมัยสมัครบริการ Ring4U ใหม่
    เท่าที่จำความได้คือ เลือกเพลงได้ 1 เพลง(จากที่ระบบกำหนดให้เลือก) ฟรีไม่ต้องเสียเงิน
    แต่จะเสียแค่ค่ารายเดือน 35 บาท (ไม่รวม vat) อย่างเดียว

  • เพิ่มเพลง เพิ่มอารมณ์ (Personal Album)
    ในหมวดนี้ เราสามารถทำการซื้อเพลงมาใส่ไว้ได้สูงสุด 8 เพลง (ตามที่เกริ่นไว้ข้างบน)
    โดยขั้นตอนการซื้อ ให้ไปที่ด้านบนของเวบเพจ จะมีเจ้านี่อยู่

    ผู้อ่านก็สามารถหาเพลงได้ตามที่เวบเพจกำหนดมา ก็สุดแล้วแต่ว่าจะหาจากค่ายเพลง หรือ ชื่อเพลง หรือ ชื่อศิลปิน

    เมื่อคลิกปุ่ม "ค้นหา" สมมติว่า ใช้คีย์เวิร์ด "Utada" เลือกหาจาก ชื่อศิลปิน จะปรากฎผลการค้นหา ดังนี้


    จริง ๆ มันยาวกว่านี้ แต่นี่ PrintScreen มาให้ดูเป็นตัวอย่างแค่น้ำจิ้มก็พอ
    ไอค่อนที่เป็นเหมือนรูปลำโพงในคอลัมภ์ "ฟัง" เมื่อคลิก จะมี popup ขึ้นมาเพื่อลองฟังได้ว่า
    แต่ละเพลงตัดช่วงไหนมาทำเสียงเพลงรอสาย
    ไอค่อนที่เป็นสามเหลี่ยมทึบชี้ลงในคอลัมภ์ "Ring4U" เมื่อคลิกแล้วจะมี popup ขึ้นมา โดยจะให้เราลองฟังด้วย และ
    ด้านล่างของ popup จะมีให้เลือกระหว่าง ซื้อเพลงให้ตัวเอง หรือ ซื้อเพลงให้เพื่อน
    ถ้าคลิก "ซื้อให้ตัวเอง" เพลงที่ซื้อจะไปปรากฎในหมวดนี้
    แต่ถ้าคลิก "ซื้อให้เพื่อน" เพลงที่ซื้อจะไปรากฎในหมวดแรกของเพื่อนเราที่ซื้อเพลงให้
    สนนค่าบริการเพลงที่ซื้อ เพลงละ 20 บาท ซื้อครั้งเดียวจบ เพราะเพลงที่เราซื้อจะอยู่ในในหมวดนี้ตลอดกาล
    จนกว่าเราจะลบมันออกไป

    ไม่อยากบอกเลยว่า เมื่อก่อนไม่เคยสนใจไอบริการเสริมทำนองนี้เลย(บริการเสียงเพลงรอสาย)
    รู้สึกว่าไร้สาระ และเปลืองเงินโดยใช่เหตุ
    แต่วันนึงลอง Login เข้าไปใน Ring4U เล่น ๆ ก็ลองค้นหาดูเล่น ๆ ว่าจะมีเพลงของ Utada Hikaru ไหมหนอ ?
    ปรากฎว่ามันมี (ตอนที่มันเพลงของฮิกกี้มาตั้ง 26 เพลงนี่แบบว่า ลั้ลล้า ๆ มาก
    )
    ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงใช้บริการเสริมตัวนี้


    ส่วนนี่ก็เป็นเพลงที่เราเลือกมาจำนวน 8 เพลง (มีเพลงของ BoA แหกอยู่เพลงเดียว)



    ในคอลัมภ์ "ตั้งค่า" เราสามารถเลือกที่จะปิดเพลงรอสายเป็นเพลง ๆ ไปได้
    อย่างที่เห็นในภาพ คือ สถานะ On คือ เพลงรอสายเพลงนี้เปิดอยู่
    แต่ถ้าคลิกที่ On ก็จะเปลี่ยนเป็น Off คือ เพลงรอสายเพลงนี้ปิดอยู่ (โทรให้ตายก็จะไม่ได้ยินเพลงรอสายที่ปิดไว้)
    โดยการปิดเพลงนั้น เพลงจะอยู่ในลิสต์นี้เหมือนเดิม ไม่ได้ทำการลบออกจากลิสต์ไป

    ส่วนในคอลัมภ์ "ลบ" ถ้าเราคลิก Delete จะมี popup ขึ้นถามยืนยันกับเราว่า จะลบจริง ๆ หรือเปล่า ?
    ถ้าคลิก ลบ เพลงนั้นจะหายไปจากลิสต์ทันที เพราะฉะนั้นโปรดมีสติ ไม่งั้นอาจจะลบผิดลบถูกก็ได้




ทีนี้มาต่อกันที่ครึ่งล่างของเวบเพจนี้
ซึ่งจะเป็นลูกเล่นในการปรับแต่ง Ring4U ของเรา
  • เพลงพิเศษ วันพิเศษ

    เราสามารถทำการกำหนด วัน เดือน ปี และ เพลง(จะดึงมาจากเพลงรอสายที่เรามีทั้งหมด)
    เพื่อให้วันนั้นเล่นเฉพาะเพลงที่เรากำหนดได้
    (ระบบให้กำหนดได้พร้อมกันสูงสุด 2 วัน 2 เพลง)

  • เพลงพิเศษ คนพิเศษ

    เราสามารถกำหนดเบอร์โทรศัพท์ พร้อมกับเลือกเพลงรอสาย(จากเพลงที่เรามีทั้งหมด)
    โดยเบอร์นั้นก็จะได้ยินจะเฉพาะเสียงเพลงรอสายที่เรากำหนดไว้ให้

  • เพลงพิเศษ ประจำแก๊ง

    ก็ตามที่รูปภาพตัดแปะบอก 1 Group คือ 1แก๊ง
    1 แก๊งเรากำหนดได้สูงสุด 9 เบอร์
    และเลือกเสียงเพลงรอสาย(จากที่เรามีทั้งหมด)ได้ 5 เพลงต่อแก๊ง
    ระบบกำหนดแก๊งที่เรามีได้สูงสุด 3 แก๊ง

  • เปลี่ยนอารมณ์ ตามเวลา

    สามารถกำหนดเวลาได้ว่า ตั้งแต่เวลานี่ถึงเวลานู้น จะให้เล่นเฉพาะเพลงอะไร
    อย่างที่เห็นในรูป ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 5 59 นาที ก็จะเล่นเฉพาะ Fly Me To The Moon
    นอกเหนือจากเวลานี้ 8 เพลงที่เรามีก็จะเล่นแบบสุ่มไป
    ระบบกำหนดระยะเวลาให้เราเลือกได้สูงสุด 3 ช่วงเวลา



ก็จบซะทีกับการแนะนำบริการเสริม Ring4U
โดยส่วนตัวประทับใจบริการเสริมตัวนี้มาก เพราะมันมีเพลงรอสายเป็นเพลงญี่ปุ่นด้วย
เท่าที่นึกชื่อเพลงออก พยายามสุ่มค้นดู แต่ยังไม่เจอเพลงอนิเมซะที
(นึกสภาพว่าถ้ามีเพลงอนิเม เช่น Hare Hare Yukai เกิดมีคนติดต่องานมาที่เบอร์เรา
เค้าจะมองว่ายังไงหนอ 555
)
และลูกเล่นในการปรับแต่งที่เราว่า เข้าท่ามาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่น "เพลงพิเศษ คนพิเศษ" หรือ
"เปลี่ยนอารมณ์ ตามเวลา"

p.s. นักร้องญี่ปุ่นเท่าที่เจอ จะมี Utada Hikaru , Mika Nakashima , BoA
(รู้ว่าโบอาเป็นเกาหลี แต่ก็ร้องเพลงญี่ปุ่นเหมือนกัน)
p.s. บริการเสริมของ Happy ที่โดนใจเราอีก ก็มี ไม่โชว์เบอร์ไม่รับสาย(พวกขายประกันหายไปเยอะเลย) ,
แจ๋ว เป็นต้น

edit @ 5 Jul 2008 00:52:13 by リリース

Page.4

posted on 13 May 2008 23:18 by release
อย่างที่รู้ ๆ กัน
และแฟนบลอคของคุณภูก็รู้ ๆ กันว่า
ช่วงนี้คุณภูไประดมอ่องออ
ทำให้คุณภูหายหน้าไปจาก exteen (แล้วพักใหญ่ ๆ)







.
..
...
....
.....




เราอ่ะ อยากให้คุณภูอยากกลับมาที่ exteen เร็ว ๆ จังเลย
แต่เราไม่รู้ว่า เราควรทำไงดี ?



คุณภูได้ยินเสียงเราไหมเอ่ย ?
กลับมาเถอะนะ กลับมา แวะมาที่ exteen ซัก 1 วินาทีก็ยังดี (ถ้ายังไม่ช้าเกินไป)



แต่ถ้าคุณภูไม่ได้ยินเสียงของเราก็คง.... คง
คงต้องใช้ตัวช่วย



หวังว่าคุณภูจะได้ยินเสียงของน้องเค้านะ
(น้องเค้าขี้อายเลยไม่กล้าเรียกคุณภูในตอนแรก)




"คุณภูได้ยินเสียงของอามิจังไหมคะ ?"



"อามิจังคิดถึงคุณภูจังเลย"












จบช่วงแซวคุณภูแต่เพียงแค่นี้
(ขืนมากกว่านี้อาจทำให้คุณภูไม่สามารถระดมอ่องออได้สำเร็จแน่ อิอิ)




ตัดเข้าช่วงรายการปกติ
"ภาระอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาษีอันใหญ่ยิ่ง"









































ชิ้นส่วนสำคัญที่ใครซื้อ DVD Zone2 : Evagelion 1.01 ต้องอยากได้
(อยากได้ แต่เลือกไม่ได้ ลุ้นใครลุ้นมัน)



คาดว่าเป็นภาพชินจิตอนจะเข้าห้องเรย์จังครั้งแรกและครั้งเดียวในเรื่อง(อิงอนิเมเก่าเป็นหลัก)





p.s. ช่วงนี้สายตาจะมองเห็นคำว่า "บันทึกน้ำตา 1 ลิตร" , "น้ำตา 1 ลิตร" , "1 Litre of Tears" , "ichi rittoru no namida" , "1リットルの涙" ดีเป็นพิเศษ สนใจหาข้อมูลมากเป็นพิเศษ จะเรียกว่า "บ้า" เลยก็ได้
p.s. ดีวีดี zone2 โมยัดซับไทย 6 แผ่น 25GB ก็บิท
p.s. Boxset zone2 โมยัดซับไทย ก็สั่งซื้อไปล่ะ (สาธุ ขอให้ boxset ออกมาสวยสมราคาคุยในเวบที่ขายด้วยเถิด)
p.s. หวังว่าเรื่องนี้จะบูมจนสำนักพิมพ์ในไทย จะเอาหนังสือเรื่องนี้มาแปลขายทีเถอะ เพราะเราอิงค์ก็ด้อย ญี่ปุ่นก็โง่ จนปัญญา
p.s. รบกวนแปลให้ครบ 3 เล่มด้วยนะ ทั้ง "น้ำตา 1 ลิตร" , "อุปสรรคของชีวิต" , "จดหมายฉบับสุดท้าย"